ID4

รีวิวหนัง Independence Day: Resurgence

รีวิว Independence Day: Resurgence มนุษย์ประกาศอิสรภาพอีกรอบ ภายหลังที่โลกไม่มีการรุกรานอะไรก็ตามมาตลอด 20 ปีเต็ม มนุษย์ทุกคนได้ทำความเข้าใจจากบทเรียนในอดีตกาล และก็นำสิ่งที่มีอยู่มาปรับปรุงให้เชื้อสายปรับปรุงขึ้น เพื่อวันหนึ่งจะไม่ต้องหวาดหวั่นภัยจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก จนกระทั่ง Independence Day: Insurgence ปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างออกมา ก็ชี้ให้เห็นว่าเอเลี่ยนจะกลับมาเยี่ยมโลกอีกที และก็ดูเหมือนหนักแน่นกว่าครั้งก่อนด้วย การรวมจิตใจของมนุษยชาติที่ไม่แบ่งเผ่าพันธุ์แล้วก็ชนชั้นเริ่มขึ้น ผมเห็นด้วยที่จะเป็นเยี่ยมในพยานสำหรับในการต่อสู้เพื่อความมีชีวิตรอดของเชื้อสายมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย Independence Day: Resurgence ไอดี 4 การสู้รบใหม่วันบดโลก เกี่ยวกับเรื่องราวของเอเลียนที่มีพัฒนาการล้ำหน้าสามารถรักษาตัวเองได้ พร้อมด้วยความรู้ความเข้าใจในรูปแบบใหม่ที่ทำให้พวกมันแข็งเข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมทั้งวันนี้พวกมันเดินทางกลับมาอีกรอบเพื่อครอบครองโลก มีเพียงแค่ชายหญิงที่มีความเด็ดเดี่ยวแล้วก็มีความฉลาดมากจริงๆเพียงแค่ไม่กี่คนเพียงแค่นั้นที่จะจัดการกับมหาก่อการร้ายในคราวนี้ เชื้อสายมนุษย์ก็เลยจำต้องร่วมมือกันก้าวผ่านผ่านวันห่อเหี่ยวไปให้ได้ เรื่องราวเล่าต่อจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ในตอนต้นปูพื้นให้มีความเห็นว่าเดี๋ยวนี้โลกมีเทคโนโลยีที่ปรับปรุงขึ้นอย่างชัดเจน แล้วก็มนุษย์ทั้งโลกหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกัน แทบจะมองไม่เห็นการเล่าเรื่องย้อนไปอะไร เรื่องราวไม่มีความซับซ้อนหรือเข้าใจยาก สำหรับคนที่มิได้ดูภาพยนตร์ในภาคแรกมาก็สามารถรับดูอย่างรู้เรื่องไปพร้อมทั้งเรื่องราวได้ นักแสดงในเรื่องมีพอเหมาะพอควร แต่ว่าผู้แสดงทุกตัวมีค้างแรกเตอร์ที่ต่างกันออกไปออกจะกระจ่างแจ้ง ทำให้ไม่งงเต็กเวลาดูอย่างแน่แท้ ผู้แสดงเก่าๆมาร่วมถือปืนออกศึกกันอย่างพร้อม แม้กระนั้นเนื่องจากว่านักแสดงมากเกินความจำเป็นบางครั้งก็อาจจะเป็นจุดบกพร่องของภาพยนตร์หัวข้อนี้ก็ว่าได้ เพราะว่าผู้แสดงหลักบางตัวที่ดูแล้วมิได้จำเป็นจะต้องกับเรื่องราวสักเท่าไรนัก รวมถึงผู้แสดงประกอบที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมี ทำให้ความสนุกสนานของเรื่องราวลดน้อยลงไปบางส่วน มุ่งมาดมากมายทีเดียวกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง ID4 ที่เคยสร้างความใหญ่โตไว้เมื่อปี 1996 ผ่านมา 20 ปี การเดินทางของยานเอเลี่ยนขนาดใหญ่ยักษ์ในคราวแรกที่มองเห็นนั้นเรียกความน่าสะพรึงกลัวเจริญทีเดียว แล้วก็เมื่อยานลำนี้เดินทางถึงโลก ภัยพินาศแตกต่างกันไปก็เกิดขึ้น แม้กระนั้นไม่สามารถที่จะเรียกความหมดกำลังใจหมดกำลังใจได้ซักเท่าไหร่ ฉากที่ความวายวอดของบ้านเรือนหรือผู้คนมีให้มองเห็นไม่พอ ซึ่งผมเห็นว่ายานเอเลี่ยนลำมโหฬารคงจะสร้างความวายวอดให้โลกได้มากกว่านี้ ภาพยนตร์จะพากเพียรสร้างความรู้สึกกระตุ้นความสำนึกให้มนุษยชาติสามัคคี ถือเชื้อสายเป็นหลักไม่ยอมแพ้ต่อเชื้อสายอื่นจากนอกโลก แม้กระนั้นความรู้สึกนี้ภาพยนตร์ยังดึงออกมาได้ไม่สุด เพราะเหตุว่าภาพยนตร์ยังไม่อาจจะสร้างความกลัดกลุ้มให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งการที่เอเลี่ยนบุกมาอีกรอบในรอบ 20 ปีนี้ คงจะรังแกกับโลกของพวกเราได้มากกว่าที่มองเห็นในรูปภาพยนตร์ ความสนุกมากเพิ่มขึ้นในตอนกึ่งกลางเรื่องถึงด้านหลังเรื่อง เมื่อบอสเผยตัว ความน่ายำเกรงรวมทั้งความแข็งแกร่งของมันทำให้มนุษย์ตกลงใจฆ่าอย่างไม่เมตตาปรานี และก็ความรู้ความเข้าใจของบอสนั้นก็ไม่ใช้ว่าจะง่ายที่มนุษย์ปกติจะประมือด้วย แม้กระนั้นความเชี่ยวชาญนั่นกลับถูกตัดทอนลงจากนักแสดงประกอบที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีในเรื่องราว ในวันนี้วันที่โลกหมุนรอบตนเอง หมุนรอบพระอาทิตย์ และก็เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของจักรวาลอย่างสงบเงียบ คนที่อาศัยอยู่บนโลกกลับอยู่อย่างไม่สงบ แยกเชื้อชาติ ศาสนา และก็สีผิว ออกมาจากกัน มีการจับกลุ่มสร้างความยิ่งใหญ่มองไม่เห็นจิตใจคนที่อ่อนด้อยกว่า ฆ่าเชื้อสายเดียวกันเป็นผักปลาเพื่อสาแก่อารมณ์ชั่ววูบ ดูราวกับว่าสิ่งพวกนี้จะไม่สามารถที่จะเปลี่ยนไปในทางที่ได้แม้แต่น้อย หากต้องการจะให้เชื้อสายมนุษย์หลอมรวมจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกันได้ อาจจะจำต้องคอยให้วันหนึ่งมีแขกไม่รู้จักที่พร้อมจะฆ่าเชื้อสายที่อ่อนแอนี้เผยตัว เมื่อนั้นสิ่งที่สุดแสนจะเป็นนามธรรมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอาจจะมีการเกิดขึ้นจริงก็เป็นไปได้

bfg_ver2_xlg

รีวิวหนัง The BFG

รีวิว The BFG : ฝันให้ไกล…แล้วไปกับ (คุณลุง) ยักษ์
The BFG ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ ได้ผลการงานประดิษฐ์จาก 3 ยอดเยี่ยมนักเล่าเรื่องมี โรอัลด์ ดาห์ล, วอลท์ ดิสนีย์ และก็สตีเวน สปีลเบิร์ก โดยเป็นการนำวรรณกรรมเรื่อง THE BFG มาสร้างให้เป็นรูปธรรมผ่านความสามารถการดูแลของบิดามดที่แวดวงภาพยนตร์ สตีเวน สปีลเบิร์ก
The BFG ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ เล่าของเด็กหญิงวัย 10 ขวบ โซฟี (สวมบทโดย รูบี้ บาร์นฮิลล์) ที่ถูกยักษ์ใหญ่ใจดี (สวมบทโดย มาร์ค ไรแลนซ์) ลักพาตัวไปด้วยสิ่งที่มีความต้องการ การเดินทางสู่ดินแดนยักษ์เกิดเรื่องแปลกใหม่สำหรับเด็กหญิงกำพร้า ถ้าหากแม้กระนั้นคุณก็สามารถปรับนิสัยและก็ตีสนิทกับคุณลุงยักษ์ได้ในช่วงเวลาอันสั้น นอกเหนือจากนี้คุณยังตั้งชื่อให้เขาว่า BFG ซึ่งมาจากคำว่า Big Friendly Giant
งานทั่วๆไปของ BFG ก็คือการเก็บสะสมความฝันเอาไว้ภายในขวดโหล และจากนั้นจึงนำไปแบ่งให้เด็กๆแต่ว่าในดินแดนยักษ์มิได้มี BFG เป็นยักษ์เพียงแต่ตนเดียว แถมยักษ์ตนอื่นๆยังมีรสนิยมถูกใจรับประทานเนื้อมนุษย์ มิได้เป็นมังสวิรัติแบบ BGF เสียอีกต่างหาก ด้วยเหตุนั้น BFG กับโซฟี ก็เลยจะต้องร่วมมือกันหาทางกำจัดยักษ์พวกนี้ออกมาจากดินแดน ก่อนที่จะพวกมันจะคลั่งแล้วก็บุกจับมนุษย์ในเมืองรับประทานเป็นของกิน
นับเป็นอีกหนึ่งผลงานของค่ายหนังแอนิเมชั่นอย่างดิสนีย์ซึ่งสามารถแต่งตั้งภาพจินตนาการของเด็กๆให้เปลี่ยนเป็นเรื่องราวสุดน่าพิศวงได้อย่างงดงาม ผู้แสดงที่เป็นคนจริงๆใส่รับกับแนวทางการทำ CG ได้อย่างแนบเนียนแล้วก็อ่อนโยน โดยยิ่งไปกว่านั้นฉากที่ BGF รวมทั้งโซฟี ไปตามจับสิ่งที่เรียกว่า ความฝัน มาใส่ขวดโหล นับว่าเป็นหนึ่งฉากไฮไลท์ที่ผู้ชม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ) คงจะถูกใจ ด้วยเนื่องจากว่าความระยิบของความฝัน ทั้งลูกเล่นหัวข้อการใช้สีแสดงจำพวกความฝันที่ทำให้รู้เรื่องได้ง่าย
ทางด้านการเดินเรื่องมีลักษณะเป็นเส้นตรง ทำให้เข้าใจง่าย ไม่มีการย้อนเรื่องราวสลับไปๆมาๆให้โยกโย้ปวดศีรษะ ซึ่งนี้ก็น่าจะเป็นที่พึงพอใจของผู้ชมรุ่นเล็กสิ่งเดียวกัน แม้กระนั้นในทางของผู้ชมที่โตขึ้นมาหน่อยบางครั้งอาจจะมีความรู้สึกว่าการเดินเรื่องในตอน 70% แรกของหนังมีความเนิบๆ และไม่เข้มข้นจี๊ดจ๊าดเมื่อเทียบกับวรรณกรรมที่ฯลฯฉบับ แต่ว่าจุดเด่นคือช่วงท้ายมีความพีคด้านมุกตลกโปกฮาที่เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้หลายซีนต่อเนื่องกัน ทำให้หนังมีอรรถรสเพิ่มมากขึ้นก่อนที่จะไปสู่ข้อสรุปของเรื่องที่ค่อนข้างจะคลี่คลายเหตุการณ์ได้ง่ายไปสักนิดหน่อย
โดยรวมแล้ว The BFG ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ เป็นหนังที่ค่อนข้างจะเหมาะสมกับเด็ก (และก็สามารถวางความเป็นผู้ใหญ่ไว้ก่อนเข้าโรงหนัง) นับเป็นหนังที่เหมาะสมกับการดูเพลิดเพลินๆแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ซึมเอาความรู้สึกดีๆจากมิตรภาพระหว่างคนกับยักษ์ที่มีอะไรต่างกันสุดขีด ตลอดจนได้ทำความเข้าใจถึงค่าของความฝันที่เปรียบได้เสมือนดั่งหางเสือรอพานาวาที่ชีวิตล่องฝ่าคลื่นลมไปอย่างมีจุดหมายปลายทาง